5 สิ่งต้องรู้ก่อนซื้อกองทุนตราสารหนี้

ความรู้เบื้องต้นการเงิน

กองทุนตราสารหนี้ กองทุนที่เน้นการลงทุนในตราสารหนี้ และเป็นกองทุนที่เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการนำเงินนั้นมาพักหรือผู้ที่ต้องการลงทุนในความเสี่ยงที่อยู่ระดับปานกลางไปจนค่อนข้างต่ำ ทำให้เงินต้นที่นำไปลงทุนนั้นปลอดภัยมากขึ้น และระยะเวลาในการลงทุนประมาณ​ 1-2 ปีขึ้นไป 

กองทุนตราสารหนี้ จะเป็นกองทุนที่จะแสดงความเป็นเจ้าหนี้ให้แก่ผู้ถือตราสาร เช่น พันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้  ซึ่งตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลนั้นจะเรียกว่า พันธบัตรรัฐบาล แต่ถ้าออกกับภาคเอกชน ก็จะเรียกว่า หุ้นกู้ 

ผลตอบแทนของกองทุนตราสารหนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ดอกเบี้ยที่รับตามกำหนดไว้ และมาจากส่วนต่างของราคา ซึ่งทั้ง 2 ส่วนนี้จะมีผลมาจากการปรับตัวขึ้นลงของกองทุนนั้น ๆ  และ 5 สิ่งต้องรู้ก่อนซื้อกองทุนตราสารหนี้ มีอะไรบ้างเรามาดูกันค่ะ

1. กองทุนตราสารหนี้ มีกี่ประเภท

1. กองทุนตราสารหนี้ มีกี่ประเภท

กองทุนตราสารหนี้ จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่ กองทุนตราสารหนี้ในประเทศ และ กองทุนตราสารนี้ต่างประเทศ 

กองทุนตราสารหนี้ในประเทศ จะแบ่งได้ตามอายุของตราสารหนี้ที่กองทุนจะสามารถลงทุนได้ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับดัชนีอ้างอิง ดังนั้นเราจะพบว่ากองทุนตราสารหนี้จะมีทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งกองทุนประเภทนี้ส่วนใหญ่จะลงทุนในประเทศไทย เช่น พันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้เอกชน และจะต้องอ่านหนังสือชี้ชวนกองทุนอย่างละเอียดทุกครั้งก่อนทำการซื้อ ซึ่งต้องให้ความสำคัญไปถึงข้อมูลสำคัญ นโยบายการลงทุน รวมไปถึงสัดส่วนของการลงทุนและดัชนีชี้วัด

กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ จะเป็นแบ่งตามภูมิภาคหรือแบ่งตามประเภทตราสารหนี้ที่ลงทุน เช่น กองทุนตราสารหนี้ทั่วโลก กองทุนตราสารหนี้เอเชีย กองทุนตราสารหนี้สหรัฐฯ กองทุนตราสารหนี้จีน และกองทุนตราสารหนี้เอกชนทั่วโลก เป็นต้น ซึ่งจะต้องดูว่ากองทุนในไทยนั้นไปลงทุนกับกองทุนไหในต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้เรานั้นติดตามข่าวสารทั่วโลกได้ และติดตามข่าวได้ถูกต้องเพื่อไม่ให้พลาดโอกาสไปได้

2. ผลตอบแทนกองทุนตราสารหนี้มาจากไหน

ไม่ว่ากองทุนประเภทไหน ๆ จะมีผลตอบแทนที่แตกต่างกัน แต่กองทุนตราสารหนี้ จะแบ่งผลตอบแทนออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 

2.1 ได้รับดอกเบี้ยตามที่กำหนดไว้ ซึ่งอาจจะมีออกให้ทุกไตรมาส ออกทุก ๆ 6 เดือน หรืออาจจะดอกเบี้ยปีละ 1 ครั้ง

2.2 อีกส่วนหนึ่งจะได้รับจากส่วนต่างของราคา ซึ่งราคาครั้งแรกที่เราซื้อกับราคาที่เราขายนั้นต่างกัน ส่วนต่างนั้นก็จะเป็นหนึ่งในผลตอบแทนของเรา

3. กองทุนตราสารหนี้ ขาดทุนได้หรือไม่

3. กองทุนตราสารหนี้ ขาดทุนได้หรือไม่

ทุก ๆ การลงทุนนั้นก็จะมีโอกาสที่จะขาดทุนได้ เพราะมีปัจจัยมาจากการเคลื่อนไหวของราคาตลาดที่ทำให้มีการขยับของราคาอยู่ตลอดเวลา และอีกหนึ่งปัจจัยคือข่าวสารเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่จะส่งผลโดยตรงกับการขึ้นลงของกองทุน ดังนั้นจะต้องคำนึงไว้ว่า การลงทุนไม่ว่าจะมีความเสี่ยงต่ำ ความเสี่ยงปานกลาง หรือความเสี่ยงสูง ก็มีโอกาสที่จะขาดทุนได้เช่นกัน 

แต่ระหว่างการลงทุนนั้นมีการติดลบของพอร์ตนั้นก็ไม่ได้แปลว่าไม่ดีเสมอไป แต่จะต้องจัดการระยะเวลาถือได้อย่างเหมาะสม

4. ค่าธรรมเนียมที่ส่งผลเสียต่อผลตอบแทนในการลงทุน

ผู้ลงทุนจะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการซื้อขายกองทุนเสมอ เช่น ค่าธรรมเนียมการขาย ค่าธรรมเนียมการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน ค่าธรรมเนียมการโอนหน่อยลงทุน เป็นต้น แต่หากเป็นกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นนั้นอาจจะไม่มีเรียกเก็บ แต่หากเป็นกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศก็จะมีค่าธรรมเนียมประมาณ​ 0.5 – 1%

ซึ่งค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย และค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากกองทุนนั้นจะกระทบกับผลตอบแทนกองทุนอย่างมาก โดยเฉพาะกองทุนตราสารหนี้โลก เพราะค่าตอบแทนเฉลี่ย 3 – 4% ต่อปี แต่ค่าธรรมเนียมเมื่อซื้อหักไปแล้ว 1% ซึ่งจะต้องใช้เวลากว่า 4 เดือนถึงจะได้ทุนคืน นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายกองทุน ที่จะมีการเรียกเก็บจากกองทุน 0.9966% แบบนี้ก็จะทำให้ผลตอบแทนที่ควรจะได้ 3 – 4% ก็จะเหลือเพียง 2 – 3% 

5. ลงทุนตราสารหนี้มีสภาพคล่องในตลาดหรือไม่

การลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ เป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีสภาพคล่องในตลาด เนื่องจากผู้ลงทุนต้องการขายตราสารหนี้แบบรายตัว จำเป็นต้องใช้เวลานานกว่าจะขายได้ และก็อาจจะไม่ได้ราคาตามที่เราต้องการ แต่หากเราลงทุนผ่านกองทุนตราสารหนี้ทั่วไป ที่ไม่ใช่กองทุนประเภทกำหนดระยะเวลา ซึ่งจะซื้อขายได้ตามวันเวลาที่ บลจ. ทำการเท่านั้น 

แต่การลงทุนในตราสารหนี้โดยตรงในบางตัว ก็จะให้กับเฉพาะนักลงทุนรายใหญ่เท่านั้น เพราะจะต้องมีการกำหนดขั้นต่ำของการลงทุนซึ่งจะมีวงเงินที่สูงมาก แต่สำหรับผู้ลงทุนในจำนวนเงินที่น้อย การเลือกลงทุนผ่านกองทุนตราสารหนี้เป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากกว่า เพราะใช้เงินลงทุนน้อยกว่าและสามารถกระจายความเสี่ยงได้

สำหรับใครที่กำลังมองหากองทุนที่น่าสนใจในการลงทุน จะต้องมาศึกษากองทุนตราสารหนี้เลย มีความเสี่ยงที่ปานกลาง ค่อนไปความเสี่ยงที่ต่ำ ทำให้เงินลงทุนนั้นมีความปลอดภัยมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามทุก ๆ การลงทุนจะต้องอ่านเงื่อนไขในการลงทุน หนังสือชี้ชวนของแต่ละกองทุนอย่างละเอียด พร้อมกับผลประกอบการย้อนหลังอย่างน้อย 3 – 5 ปี เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกซื้อกองทุน

บทความล่าสุด

หมวดหมู่

TAG