ภาษีคืออะไร

ภาษี

ภาษี คือ เงินที่ประชาชนที่ต้องชำระให้กับรัฐ เพื่อให้รัฐนำเงินที่ได้ไปเพื่อบำรุงและสร้างเศรษฐกิจในประเทศ ตัวอย่างเช่น ระบบราชการ สาธารณูปโภค และการบำรุงรักษาสถานที่ต่าง ๆ 

ภาษีจะแบ่งออกมาเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 

ภาษีจะแบ่งออกมาเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 
  1. ภาษีทางตรง จะเป็นผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีโดยตรง ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคล ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีป้าย เป็นต้น
  2. ภาษีทางอ้อม จะเป็นผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีแต่ไม่ต้องรับภาระ ซึ่งจะผลักภาระการเสียภาษีไปให้กับบุคคลอื่น ๆ ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีสรรพสามิต เป็นต้น 

โครงสร้างของภาษีอากร จะแบ่งออกเป็น 6 ข้อหลัก

  1. ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีอากร ได้แก่ บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล
  2. ฐานภาษีอากร คือ สาเหตุที่ต้องเสียภาษี จะขึ้นอยู่กับกฎหมายกำหนดไว้ แบ่งออกเป็น
    1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้แก่ เงินได้สุทธิ
    2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้แก่ มูลค่าการใช้จ่ายและการบริโภค
  3. อัตราภาษี แบ่งออกเป็น 3 ประเภท จะพิจารณาจากการเปลี่ยนแปลของฐานภาษี
    1. อัตราภาษีแบบคงที่ แม้ว่าฐานภาษีจะมีการเปลี่ยนแปลง แต่อัตราภาษีจะคงที่เท่าเดิม ได้แก่ ภาษีเงินได้นิติบุคคล อัตราร้อยละ 20 จากกำไรสุทธิ และภาษีมูลค่าเพิ่ม อัตราร้อยละ 7 ของมูลค่าการบริโภค 
    2. อัตราภาษีแบบก้าวหน้า จะเพิ่มฐานอัตราภาษีขึ้นเรื่อย ๆ ตามเงินได้ ได้แก่
เงินได้สุทธิ(บาท)เงินได้สุทธิสูงสุดอัตราภาษีร้อยละภาษีในแต่ละขั้นเงินได้ภาษีสะสมสูงสุด
0 – 150,000150,0005ยกเว้นยกเว้น
150,001 – 300,000150,00057,5007,500
300,001 – 500,000200,0001020,00027,500
500,001 – 750,000250,0001537,50065,000
750,001 – 1,000,000250,0002050,000115,000
1,000,001 – 2,000,0001,000,00025250,000365,000
2,000,001 – 4,000,0002,000,00030600,000965,000
4,000,001 ขึ้นไป35
  1. อัตราภาษีแบบถดถอย ได้แก่ ฐานภาษีเพิ่มอัตราสูงขึ้น แต่อัตราการจ่ายภาษีกลับลดลง เช่น ภาษีบำรุงท้องถิ่น ภาษีที่ดิน ซึ่งอัตราภาษีเหล่านี้จะไม่นิยมใช้เพราะเนื่องจากอัตราการเสียภาษีสูงขึ้น แต่อัตราการจ่ายภาษีนั้นลดต่ำลง ก็จะทำให้รัฐบาลมีรายได้ลงลด
  1. การประเมินจัดเก็บภาษีอากร แบ่งเป็น 2 ประเภท
    1. การประเมินตนเอง ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีจะต้องประเมินตนเอง พร้อมยื่นแบบแสดงรายการชำระภาษีตามหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้
    2. การประเมินล่วงหน้า ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีจะต้องประเมินการชำระภาษีล่วงหน้าจากผู้จ่ายเงิน ซึ่งจะเรียกว่า ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ซึ่งจะเป็นภาษีที่ถูกหักไว้เป็นเครดิตของผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษี และสามารถนำไปหักกับภาษีที่ต้องชำระได้
  1. การอุทธรณ์ภาษีอากร จะเป็นกรณีที่เกิดปัญหาข้อโต้แย้งระหว่างผู้เสียภาษีอากรและผู้จัดเก็บภาษี ซึ่งจะเป็นการยื่นอุทธรณ์เพื่อขอพิจารณาใหม่ และจะต้องทำภายใน 30 วันหลังจากวันที่ได้รับการแจ้งการประเมินเรียกเก็บภาษีเท่านั้น
  1. เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และโทษ ผู้ที่ไม่ชำระภาษีหรือชำระภาษีอากรไม่ครบ ไม่ตรงเวลาตามที่กำหนดไว้ จะต้องมีชำระเบี้ยปรับ หรือรับโทษ ตัวอย่างเช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะต้องยื่นแบบการชำระภาษีสิ้นปี (ภายในเดือนมีนาคม) หากชำระไม่ทันจะต้องเสียเงินเพิ่มอีกเดือนละ 1.5% ของเงินภาษีที่ต้องชำระและต้องระหว่างโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท

แล้วบุคคลธรรมดาควรจะยื่นภาษีแบบไหนและเมื่อไร ?

แล้วบุคคลธรรมดาควรจะยื่นภาษีแบบไหนและเมื่อไร ?

สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีเงินได้ จะต้องยื่นปีละ 1 ครั้ง ภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไป ซึ่งเงินได้อาจจะมาจากอาชีพอิสระ การรับเหมา เงินได้จาดธุรกิจ การพาณิชย์ การให้เช่าทรัพย์สิน เป็นต้น

มีรายได้เท่าไรถึงจะต้องเสียภาษี จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 

  1. คนโสด 
    1. มนุษย์เงินเดือน มีรายได้ต่อเดือนมากกว่า 10,000 บาท หรือรายได้ทั้งปีมากกว่า 120,000 บาท ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด. 91
    2. มนุษย์เงินเดือน และมีรายได้อื่น ๆ หากมีรายได้ต่อเดือนมากกว่า 5,000 บาท หรือตลอดทั้งปีมากกว่า 60,000 บาท ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90
    3. รายได้ช่องทางอื่น ๆ ได้แก่ เปิดธุรกิจ ขายของออนไลน์ ให้เช่นบ้าน หากมีรายได้ต่อเดือนมากกว่า 5,000 บาท หรือตลอดทั้งปีมากกว่า 60,000 บาท ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90

คนโสดนั้นสามารถลดหย่อนส่วนบุคคล ค่าอุปการะเลี้ยงดูพ่อแม่ ประกันสังคม หรือประกันสุขภาพของตนเอง การออมเงินกองทุนต่าง ๆ  เป็นต้น 

  1. มีคู่สมรส 
    1. แยกยื่นภาษี รายได้จะของแต่ละคนไม่เกิน 150,000 บาท เพราะจะทำให้การเสียภาษีน้อยลง แต่หากบางคู่ได้รับรายได้จากการทำธุรกิจร่วมกัน มีการแบ่งรายได้ผ่านละ 50% และยังมีการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีคล้าย ๆ กัน 
    2. รวมกันยื่นภาษี เนื่องจากทั้ง 2 ฝ่ายจะมีรายได้แตกต่างกันมาก เช่นคนหนึ่งมีรายได้ต่อปี 1 ล้านบาท อีกคนหนึ่ง 3 แสนบาท ซึ่งเมื่อรวมรายได้และให้ฝ่ายที่มีรายได้มากกว่าเป็นคนยื่นภาษี เพื่อเป็นการรวมสิทธิในการลดหย่อนได้มากกว่า หรือคู่สมรสไม่มีรายได้ ก็จะสามารถนำสิทธิของคนที่ไม่มีรายได้มาลดหย่อนภาษีได้

โดยเงินได้สุทธิจะเป็นการนำรายได้ทั้งหมดมารวมกัน พร้อมหักการลดหย่อนภาษีอื่น ๆ และนำมาหักออกจากรายได้ทั้งหมด และสุดท้ายจะเป็นเงินที่นำไปคำนวณภาษีตามขั้นบันไดดังตารางข้างต้น

สรุปง่าย ๆ คือ

เงินได้สุทธิ = เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน

วิธีการคำนวณภาษีจากเงินได้สุทธิ

ภาษีที่ต้องจ่าย = เงินได้สุทธิ *อัตราภาษี

ถ้าเป็นภาษีในการดำเนินธุรกิจ ในแต่ละธุรกิจก็จะมีการเสียภาษีที่แตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น 

  • ภาษีเงินได้นิติบุคคล จะจัดเก็บกำไรสุทธิของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
  • ธุรกิจเครื่องดื่ม ชำระภาษีสรรพสามิต
  • ธุรกิจส่งออก ชำระภาษีศุลกากร
  • ธุรกิจหอพัก ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดิน

หากธุรกิจมีการติดป้ายหน้าร้านหรือเพื่อการโฆษณา จะต้องชำระภาษีป้าย

ภาษีแต่ละประเภทก็จะมีสิทธิประโยชน์ที่แตกต่างกันไป ได้แก่ การหักค่าเสื่อม การยกเว้น การหักค่าใช้จ่าย ซึ่งสิทธิพิเศษเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการ SME จำเป็นต้องมีความรู้และความเข้าใจในการวางแผนธุรกิจ เพื่อจะช่วยลดต้นทุนในธุรกิจ 

ดังนั้นเมื่อเราได้อ่านบทความนี้เรียบร้อยแล้ว ก็หวังว่าทุกคนจะเข้าใจหลักการเสียภาษีง่าย ๆ ที่แบ่งประเภทให้อย่างชัดเจน พร้อมกับวิธีการคิดคำนวณภาษีง่าย ๆ ที่ทำให้พอจะทราบคร่าว ๆ ว่าจะต้องเสียภาษีอะไรบ้าง และเสียภาษีเท่าไร

บทความล่าสุด

หมวดหมู่

TAG