หุ้นกับคริปโต แตกต่างกันอย่างไร

ความรู้เบื้องต้นการเงิน

ปัจจุบันนี้ทุกคนมักจะได้ยินคำว่า “หุ้น” และ “คริปโต” ซึ่งทั้งสองตลาดนั้นกำลังมาแรงมาในด้านของการลงทุน และมักจะเป็นเรื่องยากมากสำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่กำลังจะเลือกลงทุนว่า ทั้งสองประเภทนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร หรือแบบไหนดีกว่ากัน หรือการลงทุนแบบไหนเหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด

อย่างแรกที่เราจะมาเริ่มทำความเข้าใจกันก่อนก็คือ “หุ้น” เพราะเป็นคำที่เราได้ยินมาตั้งแต่เล็กแน่นอน เนื่องจากมีการลงทุนประเภทนี้มาอย่างยาวนานแล้ว จึงทำให้การลงทุนประเภทนี้เป็นที่ชื่นชอบของนักธุรกิจ เพราะมีความมั่นคงและสามารถให้ผลตอบแทนได้อย่างคงที่มากกว่า

หุ้นกับคริปโต แตกต่างกันอย่างไร 1

“หุ้น” สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ 

  1. หุ้นสามัญ (Common Stock) เป็นหุ้นที่ออกโดยบริษัทมหาชนจำกัด (บจม.) ที่ต้องการหาเงินเพื่อมาดำเนินธุรกิจต่อ ซึ่งผู้ถือหุ้นจะได้รับสิทธิ์ในการลงมติในการประชุมตามจำนวนหุ้นที่ถืออยู่
  2. หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) เป็นหุ้นที่มีลักษณะคล้ายกับหุ้นสามัญ แต่มีความต่างคือผู้ถือหุ้นไม่มีสิทธิ์ในการลงมติใด ๆ เพื่อที่จะปรับเปลี่ยนการดำเนินงานของบริษัท แต่จะได้รับผลตอบแทนเป็นเงินปันผลตามที่เงื่อนไขบริษัทกำหนดไว้ ซึ่งทำให้การได้รับผลตอบแทนของหุ้นประเภทนี้ จะมี 2 แบบ ได้แก่
    1. กำไรจากส่วนต่างของราคาที่ซื้อไว้ ตัวอย่างเช่น ซื้อหุ้นไว้ในราคา 10 บาทต่อ 1 หุ้น ต่อมาหุ้นขึ้นมาเป็น 12 บาทต่อหุ้น และเป็นราคาที่เราพอใจ ก็สามารถขายคืนได้ และส่วนต่างของราคานั้นคือ 2 บาท
    2. เงินปันผล การจ่ายเงินปันผลของหุ้นมีหลากหลายรูปแบบ 
  • นโยบายเงินปันผลคงที่ ตัวอย่าง จ่ายเงิน 2 บาทต่อหุ้นในทุก ๆ รอบปันผล เป็นต้น
  • นโยบายอัตราปันผลคงที่ ตัวอย่างเช่น การจ่ายเงิน 10% ของกำไรสุทธิ

การลงทุนหุ้นจะมีความเสี่ยงอะไรบ้าง คงจะเป็นคำถามที่หลาย ๆ คนสงสัย เพราะคนส่วนใหญ่มักจะบอกว่าหุ้นนั้นมั่นคง ผลตอบแทนดี แท้จริงแล้วเป็นอย่างไรกันแน่

ความเสี่ยงของการลงทุนประเภทนี้ คือ ราคาของหุ้น เพราะ ราคาของหุ้นจะเกิดจากปัจจัยหลายอย่างที่กระทบต่อราคาหุ้น เช่น ผลประกอบการของกิจการ บริษัท อุตสาหกรรม หรือสภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นปัจจัยที่เราไม่สามารถควบคุมได้ แต่ผู้ลงทุนสามารถคาดการณ์จากผลตอบแทนหรือแนวโน้มของบริษัทนั้น ๆ ได้จากผลย้อนหลังตั้งแต่ 1 ปีไปจนถึง 10 ปี เพื่อประกอบการตัดสินใจก่อนการลงทุน

หุ้นกับคริปโต แตกต่างกันอย่างไร 2

อย่างถัดมา การลงทุนประเภท “คริปโต” หรือ “สกุลเงินดิจิทัล” เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ใช้สื่อกลางการแลกเปลี่ยน ซึ่งจะทำการซื้อขายผ่านเครือข่าย Blockchain เป็นระบบที่มีระบบความปลอดภัยสูง รวมไปถึงยากต่อการปลอมแปลงข้อมูลการซื้อขายได้ และที่หลาย ๆ คนรู้จักดีคือ Bitcoin ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลแรกของโลกที่น่าลงทุนอย่างมาก เพราะเป็นการลงทุนที่เหมือนกันทองคำ ซึ่งการลงทุนแบบ Bitcoin จะมีจำนวนอยู่อย่างจำกัด จึงทำให้ราคานั้นจะมาจากอุปสงค์และอุปทานเป็นหลัก

การลงทุนประเภทนี้จะมี 2 ประเภท ได้แก่ เหรียญ (Coin) และ โทเคน (Token) ซึ่งก็เรียกง่าย ๆ ว่า “เหรียญ” ซึ่งทั้ง 2 ประเภทนี้จะทำงานแตกต่างกัน

  • เหรียญ (Coin) จะทำงานอยู่บนเครือข่ายของตนเอง 
  • โทเคน (Token) อาจจะไม่ได้อยู่บนเครือข่ายของตนเอง ซึ่งผู้สร้างสามารถเลือกเครือข่ายที่จะสร้างโทเคนเหล่านี้เองได้

เงินสกุลดิจิทัล ไม่ได้มีแค่ Bitcoin เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเงินสกุลอื่น ๆ อีกมากมายที่สามารถใช้งานในการโอนถ่ายทรัพย์สินได้ เช่น Ethereum เป็นต้น และเมื่อพูดความเสี่ยงของการลงทุนประเภทนี้ เป็นที่ทราบกันดีเลยว่ามีความผันผวนของราคาอย่างที่เราไม่สามารถเอาแน่เอานอนไม่ได้เลย ที่มาจากอุปสงค์และอุปทานเป็นหลัก ไม่มีการควบคุมราคา หรือเพดานของราคาเลย ดังนั้นทำให้ราคาก็สามารถขึ้นสุดลงสุดได้ อีกทั้งเป็นแพลตฟอร์มที่นักลงทุนสามารถลงทุนได้ตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นยังเป็นเรื่องที่ยากมากในการคาดการณ์ราคาในแต่ละวัน ทำให้นักลงทุนจำเป็นต้องติดตามราคาอยู่เสมอ

การลงทุนแบบไหนจะเหมาะกับตัวเรา ซึ่งการลงทุนทั้งแบบหุ้นและแบบดิจิทัล ก็จะมีหลายแบบซึ่งสามารถเลือกให้เข้ากับตัวเรา

  • การซื้อขายแบบระยะสั้น เป็นการเน้นกำไรในระยะสั้น จากการขยับขึ้นของราคาเพียงเล็กน้อย ซึ่งกำไรในแต่ละครั้งอาจจะไม่เยอะมาก แต่สามารถทำได้หลายครั้งต่อวัน ซึ่งจะเหมาะกับผู้ที่มีเวลาในการดูกราฟและตลาด รวมไปถึงเทคนิคการลงทุนอื่น ๆ อีกด้วย
  • การซื้อขายรายวัน เป็นการซื้อขายภายในหนึ่งวัน จะคล้าย ๆ กับการซื้อขายแบบระยะสั้น เพราะจะทำกำไรจากการผันผวนของราคาระหว่างวัน แต่จะต่างที่จำนวนการเทรด
  • การซื้อถือระยะยาว เป็นการเทรดที่เน้นถือระยะยาว ระยะเวลาตั้งแต่เดือนไปจนถึงปี ซึ่งจะเป็นผู้ที่เน้นการเติบโตของมูลค่าในระยะยาว และไม่จำเป็นต้องดูกราฟตลอด แต่จะมีความเสี่ยงในที่จะขาดทุนสูงอีกเช่นกัน

มาถึงตรงนี้แล้ว การลงทุนทั้ง 2 ประเภทมีความแตกต่างกันอย่างมาก ทั้งรูปแบบการลงทุน ความเสี่ยง และการถือครอง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนประเภทใด ๆ ก็จำเป็นต้องศึกษาข้อมูล ความเสี่ยงที่เราสามารถรับได้ และเงื่อนไขการลงทุนอย่างละเอียดทุกครั้งก่อนการลงทุนเสมอ มิฉะนั้นอาจทำให้เราขาดทุนได้ 

บทความล่าสุด

หมวดหมู่

TAG