การลงทุนมีแบบไหนบ้าง

การลงทุน

อยากจะลงทุน แต่ไม่มีความรู้ในการลงทุนเลย ต้องมาดูบทความนี้ได้เลยค่ะ การลงทุนมีหลายประเภทมาก ทั้งการลงทุนแบบกองทุน การลงทุนทองคำแท่ง การเล่นหุ้น เป็นต้น แต่แบบไหนจะเหมาะสมกับเรา แล้วผลประกอบการนั้นจะดีไหม เงินต้นยังคงอยู่ครบตามจำนวนไหม ดังนั้นบทความนี้ตอบโจทย์แน่นอน 

การลงทุนแบบต้องการเซฟต้นทุนไว้ ต้องมาดูการลงทุนทั้ง 4 ข้อนี้ 

1. การเปิดบัญชีฝากประจำ

การฝากประจำ เป็นการลงทุนง่าย ๆ ที่ได้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยตามแต่ละธนาคารกำหนดไว้ ซึ่งแน่นอนว่าจะมีดอกเบี้ยมากกว่าการออมทรัพย์ทั่ว ๆ ไป ดอกเบี้ยการฝากประจำจะอยู่ที่ประมาณ 1% – 3%  เหมือนเป็นการหยอดกระปุกในสมัยเด็ก ๆ แต่การฝากประจำก็จะเป็นการเก็บเงินอย่างสม่ำเสมอ

การฝากประจำแบบปลอดภาษี จะมี 12 เดือน และ 24 เดือน สำหรับบุคคลทั่วไป ที่สามารถฝากขั้นต่ำ 500 บาทต่อเดือน และดอกเบี้ยที่ได้รับก็ปราศจากภาษีด้วยเช่นกัน

คิดง่าย ๆ ว่า การฝากประจำเดือนละ 1,500 บาท ในหนึ่งปีจะมีเงิน 18,000 บาท (จะไม่รวมดอกเบี้ย)

2. การลงทุนทองคำแท่ง

2. การลงทุนทองคำแท่ง

การลงทุนทองคำแท่ง เป็นสิ่งที่คนนิยมในการลงทุน และการเก็งกำไร ซึ่งเป็นกลยุทธ์เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ได้ดีพอ ๆ กับการเล่นหุ้น หรือการสะสมกองทุน การลงทุนทองคำแท่งซึ่งจะมีกำไรมากกว่าการลงทุนทองรูปพรรณ เพราะเนื่องจากมีค่าบำเหน็จถูกกว่าทองรูปพรรณ

ข้อดีการลงทุนประเภทนี้

  1. การลงทุนที่ซื้อทองคำผ่านจากร้านที่ได้มาตรฐาน ซึ่งการซื้อแต่ละครั้งจะต้องดูราคาและความผันผวนของตลาด ซึ่งสามารถลงทุนได้และจับต้องได้ แต่การซื้อทองจะต้องมีเสียค่าบล็อกหรือค่าบำเหน็จในการซื้อขาย และยังมีความเสี่ยงในเรื่องของการเก็บรักษาอีกด้วย
  2. ลงทุนผ่านกองทุนทองคำ จะเป็นการให้ตัวแทนหรือผู้เชียวชาญนำเงินของเราไปลงทุนต่อ แต่จะมีค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการ ซึ่งกองทุนนี้ไม่ต้องไปซื้อทองที่ร้านเอง  ซึ่งก็จะได้ค่าตอบแทนมาในรูปแบบเงินปันผล

ซึ่งการลงทุนทองคำแท่ง ที่ได้รับความนิยมในการเก็งกำไรอย่างมาก เพราะมูลค่าขอทองคำจะมีปรับสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา หากเราได้ลองถามราคาทองคำในยุคของรุ่นพ่อแม่ ราคาทองอยู่ที่ 4,000 – 5,000 บาทต่อบาท แต่ในปัจจุบันนี้ราคาอยู่ที่ 28,000 – 30,000 บาทต่อบาท ซึ่งมีความแตกต่างในราคาอย่างมาก หากเราซึ่งเก็งกำไรในส่วนต่างของราคาก็สามารถเก็งกำไรได้ดีมาก

3. การลงทุนในกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ

3. การลงทุนในกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ

กองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ ตัวอย่างเช่น กองทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนตราสารตลาดเงิน กองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาล เป็นต้น ซึ่งกองทุนเหล่านี้จะเหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการคงเงินต้นไว้ พร้อมกับได้ผลตอบแทนระดับหนึ่งที่ไม่สูงมาก

กองทุนแต่ละกองทุนแตกต่างกันอย่างไร

  • กองทุนรวมตลาดเงิน 

เป็นการฝากเงินและตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีอายุของตราสารไม่เกิน 1 ปี มาสภาพคล่องสูงและมีคุณภาพดีมาก ได้แก่ เงินฝาก พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้เอกชน สิ่งเหล่าหนี้ได้รับความน่าเชื่อถือมาก ซึ่งที่อายุเฉลี่ยของตราสารหนี้กองทุนรวมไม่เกิน 3 เดือน และผู้ลงทุนสามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้ทุกวันทำการ

  • กองทุนรวมตราสารหนี้ทั่วไป

เป็นการลงทุนตราสารหนี้ที่มีลักษณะคล้าย ๆ กับเงินฝาก แต่มีผลตอบแทนที่สูงกว่า และกองทุนนี้มีที่มามาจาก หุ้นกู้ภาคเอกชนและภาคสถาบันทางการเงิน เป็นการลงทุนที่คุ้มครองเงินต้นของเราไว้

  • กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น

มีนโยบายที่เน้นการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น ซึ่งการลงทุนในกองทุนนี้จะไม่มีความผันผวนมากเกิน

ข้อดี

  • ใช้เงินลงทุนน้อย เริ่มลงทุนในเงินหลักร้อยก็สามารถลงทุนได้ 
  • เป็นกองทุนที่มีสภาพคล่องสูง และสามารถลงทุนได้ทุกวันทำการ
  • ผลตอบแทนคล้าย ๆ กับการฝากประจำ แต่ไม่จำเป็นต้องกำหนดเวลาการฝากเงินไว้เหมือนกับฝากประจำ 
  • กองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาล 

เน้นการลงทุนประเภทนี้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินต้นและดอกเบี้ย และมีความเสี่ยงในการลงทุนที่ต่ำ

4. การลงทุนแบบ DCA หรือ Dollar Cost Average

เป็นการลงทุนที่เน้นการถัวเฉลี่ยต้นทุน ซึ่งเป็นวิธีการทำให้เงินทำกำไรจากการลงทุนหุ้นหรือกองทุนรวม และเราก็จะสามารถเลือกลงทุนเป็นงวด ๆ ที่เท่ากันได้

จุดเด่นของการลงทุนประเภทนี้ คือ การสร้างวินัยในการลงทุน เพราะเป็นการเลือกลงทุนอย่างสม่ำเสมอ และสามารถกำหนดเป้าหมายในการลงทุนได้ พร้อมกับช่วยลดความเสี่ยงในการซื้อเมื่อเราซื้อในราคาที่สูงมาก 

ตัวอย่างเช่น วางแผนการลงทุน เดือนละ 2,000 บาท

เดือนที่ 1 ลงทุนในราคาหุ้น 10 บาท จำนวน 200 หุ้น 

เดือนที่ 2 ลงทุนในราคาหุ้น 13 บาท จำนวน 153 หุ้น

เดือนที่ 3 ลงทุนในราคาหุ้น 15 บาท จำนวน 133 หุ้น

เดือนที่ 4 ลงทุนในราคาหุ้น 12 บาท จำนวน 166 หุ้น 

ซึ่งเมื่อราคาเฉลี่ยทั้ง 4 เดือน อยู่ที่ราคา 12.25 บาท

ซึ่งจะการลงทุนประเภทนี้จะเหมาะกับนักลงทุนที่ถือระยะยาว และสามารถวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณได้อีกด้วย

การลงทุนมี 4 ประเภทง่าย ๆ ที่ทำให้เราเลือกที่จะลงทุนได้ แต่อย่างไรก็ดี การลงทุนไม่ว่าจะความเสี่ยงต่ำ หรืออะไรก็ตาม ก็มีความเสี่ยงก่อนจะลงทุกครั้งจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลและรายละเอียดเงื่อนไขสิทธิพิเศษก่อนทำการลงทุนเสมอ 

บทความล่าสุด

หมวดหมู่

TAG