Passive vs. Active ลงทุนแบบไหนดีกว่ากัน

Passive vs. Active

ก่อนที่จะลงทุนประเภทกองทุนรวม เราจะต้องมาทำความเข้าใจในการลงทุนแบบไหนที่ดีกว่ากัน กองทุนที่เลือกลงทุน ผู้จัดการกองทุนมีแนวทางในการบริหารกองทุนอย่างไรบ้าง ระหว่างการลงทุนแบบ Passive และการลงทุนแบบ Active นั้นขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และสถานการณ์ของผู้ลงทุนเอง โดยมีคุณลักษณะที่แตกต่างกันดังนี้ 

Passive Investment (การลงทุนแบบผ่านผู้จัดการ) หรือ Index Fund

Passive Investment (การลงทุนแบบผ่านผู้จัดการ) หรือ Index Fund

การลงทุนแบบ Passive เป็นกองทุนรวมหุ้นที่มีวัตถุประสงค์ในการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนให้ “ใกล้เคียงกับดัชนีให้มากที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้” ซึ่งการลงทุนโดยไม่มีการเข้าสังคมหรือการตัดสินใจในการซื้อขายหรือการจัดการกิจกรรมลงทุนในระยะยาว ผู้ลงทุนใช้วิธีการซื้อกองทุนรวม (mutual funds) หรือติดตามดัชนีตลาด (market index) เช่น 

กองทุนรวมดัชนี ส่วนใหญ่จะแบ่งตามดัชนี หรือ Benchmark ที่กองทุนนั้นๆ ลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียง  เช่น  SET, SET100, SET50 และ SETHD เป็นต้น นักลงทุนสามารถสังเกตได้จากชื่อกองทุน โดยชื่อกองทุนจะบอกได้ว่ากองทุนนั้นใช้ดัชนีอ้างอิงเป็นดัชนีใด เช่น กองทุน Passive Fund ที่ใช้ดัชนี SET50 เป็นดัชนีอ้างอิง จะมีคำว่า SET50 อยู่ในชื่อกองทุนนั้นด้วย นอกจากนี้แนวทางการลงทุนจะถูกแจ้งอยู่ในหนังสือชี้ชวนด้วยเช่นกัน

ดังนั้น การลงทุนในกองทุนรวมดัชนี จึงเป็นการลงทุนโดยซื้อหุ้นทั้งตลาดตามดัชนี โดยกองทุนรวมดัชนี จะไม่พยายามทำตัวเหมือนว่า เลือกหุ้นที่ “ดีที่สุด”  หรือ หลีกเลี่ยงหุ้นที่ “แย่ที่สุด” แต่จะลงทุนไปตามตลาด ทีนี้เราลองมาดู ข้อดี ข้อเสีย ของกองทุนรวมดัชนีกันบ้าง

ข้อดีของ Passive Investment

  • ความสะดวกและง่ายต่อการดูแลรักษา Passive Investment มักเป็นวิธีการลงทุนที่สะดวกและง่ายต่อการดูแลรักษา ผู้ลงทุนสามารถลงทุนในกองทุนรวมหรือติดตามดัชนีตลาดได้ โดยไม่ต้องใช้เวลาหรือความพยายามในการวิเคราะห์ตลาดและเลือกหุ้น
  • ค่าธรรมเนียมต่ำกว่า Passive Investment มักมีค่าธรรมเนียมต่ำกว่า Active Investment เนื่องจากไม่ต้องใช้บุคคลในการจัดการลงทุน ค่าธรรมเนียมการซื้อขายหุ้นและค่าธรรมเนียมบริการจัดการพอร์ตลงทุนอาจถูกลดลง
  • ผลตอบแทนที่เท่าเทียมกับตลาด ผู้ลงทุนใน Passive Investment จะได้รับผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของตลาดโดยรวม นั่นหมายความว่าผลตอบแทนของการลงทุนจะสอดคล้องกับทิศทางของตลาดโดยรวม

ข้อเสียของ Passive Investment

  • ผลตอบแทนที่อาจต่ำกว่าการลงทุนแบบ Active ในบางกรณี Passive Investment อาจไม่สามารถได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาดโดยรวมหรือการลงทุนแบบ Active หากตลาดหุ้นบางส่วนมีการเติบโตเร็วกว่าตลาดโดยรวม ผู้ลงทุนใน Passive Investment อาจพลาดโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่า
  • ไม่สามารถปรับเปลี่ยนการลงทุนตามเหตุการณ์ Passive Investment จะลงทุนตามดัชนีตลาดหรือกองทุนรวมที่มีสมาชิกในตลาดเดียวกัน ทำให้ผู้ลงทุนไม่สามารถปรับเปลี่ยนการลงทุนตามเหตุการณ์หรือโอกาสที่เกิดขึ้นในตลาดได้
  • ขาดความควบคุมในการจัดการลงทุน ใน Passive Investment ผู้ลงทุนไม่ได้มีความควบคุมในการเลือกหุ้นหรือการจัดการลงทุน ทั้งนี้อาจทำให้ผู้ลงทุนไม่ได้รับประสบการณ์ในการวิเคราะห์ตลาดและการจัดการลงทุน
  • ความผันผวนในผลตอบแทน Passive Investment อาจสังเกตเห็นความผันผวนในผลตอบแทนที่มากกว่าการลงทุนแบบ Active นับตั้งแต่ตลาดโลกระดับหลักทรัพย์ขยายตัวหรือเกิดเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบใหญ่

อย่างถัดมา กองทุนรวมแบบ Passive Investment เหมาะกับใคร

กองทุนประเภทนี้ จะเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีที่ใช้อ้างอิงมากที่สุด ซึ่งจะต้องลงทุนในตลาดระยะยาว และต้องการลดความเสี่ยงจากการคัดเลือกหุ้นด้วยตัวเอง แต่นักลงทุนจะไม่สามารถปรับพอร์ตการลงทุนตามภาวะเศรษฐกิจได้

Active Investment (การลงทุนแบบมีการเข้าสังคม) หรือ Active Fund

Active Investment (การลงทุนแบบมีการเข้าสังคม) หรือ Active Fund

 การลงทุนแบบ Active นั้นเป็นการลงทุนที่ผู้ลงทุนมีการตัดสินใจและการเข้าสังคมในกระบวนการการลงทุน ผู้ลงทุนใช้เวลาในการวิเคราะห์ตลาดและบริษัทของหุ้น เพื่อเลือกซื้อหุ้นที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาดโดยรวม วิธีการนี้มีความเสี่ยงสูงกว่า Passive Investment เนื่องจากผู้ลงทุนต้องใช้ความชำนาญและเวลาในการวิเคราะห์ตลาด

ลงทุนให้ได้อัตราผลตอบแทนมากกว่า SET Index โดยสามารถแบ่งการวิเคราะห์การลงทุนของผู้จัดการกองทุนได้ใน 2 รูปแบบ คือ

          1. การวิเคราะห์แบบ Top-Down Analysis ผ่านการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค อุตสาหกรรม และจึงมาดูพื้นฐานของสินทรัพย์ที่จะเข้าลงทุนว่าในภาวะนี้จะเหมาะสมที่จะลงทุนหรือไม่

          2. การวิเคราะห์แบบ Bottom-Up Analysis จะเริ่มพิจารณาจากสินทรัพย์ที่เข้าลงทุนก่อนว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีคุณภาพหรือไม่ แล้วค่อยดูว่าสภาพแวดล้อมในอุตสาหกรรมนั้นดีหรือไม่ และสุดท้ายจึงดูว่าเป็นเวลาเหมาะทางเศรษฐกิจที่จะลงทุนหรือยัง ก็จะตรงข้ามกับวิธี Top-Down

ข้อดีของ Active Investment

  • โอกาสในการได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาดโดยรวม ผู้ลงทุนที่มีความชำนาญในการวิเคราะห์ตลาดและการเลือกหุ้นอาจมีโอกาสที่จะเลือกลงทุนในหุ้นที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาดโดยรวม หากสามารถตระหนักถึงโอกาสและกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสม อาจสามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นได้
  • ความควบคุมในการจัดการลงทุน ผู้ลงทุนแบบ Active มีความสามารถในการตัดสินใจและควบคุมการลงทุนของตนเอง สามารถปรับแผนการลงทุนหรือเปลี่ยนกลยุทธ์ในการลงทุนเมื่อต้องการตามสถานการณ์ตลาดและโอกาสทางการลงทุน
  • การเรียนรู้และประสบการณ์ การลงทุนแบบ Active ให้โอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ตลาด ผู้ลงทุนสามารถเพิ่มประสบการณ์และความรู้ทางการลงทุนได้จากกระบวนการตัดสินใจและการจัดการลงทุน

ข้อเสียของ Active Investment

  • ค่าธรรมเนียมสูง การลงทุนแบบ Active มักมีค่าธรรมเนียมสูงกว่า Passive Investment เนื่องจากต้องใช้บุคคลในการวิเคราะห์ตลาดและจัดการลงทุน ค่าธรรมเนียมเหล่านี้อาจรวมถึงค่าธรรมเนียมการซื้อขายหุ้น ค่าธรรมเนียมบริการจัดการพอร์ตลงทุน หรือค่าธรรมเนียมการวิเคราะห์และการวางกลยุทธ์
  • ความเสี่ยงสูง Active Investment เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่สูงกว่า Passive Investment เนื่องจากการตัดสินใจและการเลือกหุ้นอาจมีผลต่อผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุน ผู้ลงทุนอาจเผชิญกับความผันผวนของตลาด ความสูญเสียทางการลงทุน หรือผลกระทบจากการวิเคราะห์ที่ไม่ถูกต้อง
  • การใช้เวลาและความพยายาม Active Investment ต้องใช้เวลาในการวิเคราะห์ตลาด การติดตามข่าวสาร และการจัดการลงทุน ผู้ลงทุนต้องใช้ความพยายามในการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และตัดสินใจการลงทุนที่ถูกต้อง
  • ความผันผวนในผลตอบแทน เนื่องจากการลงทุนแบบ Active เกี่ยวข้องกับการเลือกหุ้นและกลยุทธ์การลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนอาจมีความผันผวนมากขึ้น ผู้ลงทุนอาจพบว่าผลตอบแทนไม่คงที่หรือไม่สามารถทำนายได้ล่วงหน้า

อย่างถัดมา กองทุนรวมแบบ Active เหมาะกับใคร

กองทุนประเภทนี้ จะเหมาะกับนักลงทุนที่คิดว่าจะมีผู้จัดการกองทุนเก่ง ๆ ที่จะสามารถบริหารกองทุนรวมให้ได้ผลตอบแทนที่ดี และชนะตลาดได้ในระยะยาวอีกด้วย แม้ว่ากองทุนรวมแบบ Active จะเก็บค่าธรรมเนียมที่แพงกว่า แต่นักลงทุนก็ยินดีที่จะจ่าย เพราะเชื่อในฝีมือของผู้จัดการกองทุนนั่นเอง ดังนั้นเราจึงต้องเลือกให้ถูกกองด้วย เพราะอย่าลืมว่ากองทุนรวมหุ้นส่วนใหญ่แพ้ตลาด

ในที่สุด วิธีการลงทุนที่เหมาะสมกับคุณขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การลงทุน ระยะเวลาที่คาดหวังในการลงทุน ความพร้อมในการวิเคราะห์ตลาด และระดับความเสี่ยงในการลงทุนของคุณ หากคุณต้องการลงทุนที่สมดุลระหว่างความงามและความเสี่ยง แบบ Passive Investment อาจเป็นทางเลือกที่ดี เนื่องจากมีความเสี่ยงต่ำและง่ายต่อการดูแลรักษา อีกทั้งยังเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาหรือความรู้เกี่ยวกับการวิเคราะห์ตลาดอย่างลึกซึ้ง

หากในกรณีที่คุณมีความชำนาญในการวิเคราะห์ตลาดและเข้าใจถึงความเสี่ยงที่สูงขึ้น และมีเวลาที่พร้อมที่จะดูแลการลงทุนของคุณ การลงทุนแบบ Active Investment อาจเป็นทางเลือกที่ดี เนื่องจากคุณสามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาดโดยรวมได้ อย่างไรก็ตาม ควรทำการวิเคราะห์อย่างรอบคอบและคำนึงถึงความเสี่ยงที่มาพร้อมกับการลงทุนแบบ Active ด้วย

สุดท้ายนี้ การลงทุนเป็นเรื่องบุคคล และการลงทุนแบบ Passive หรือ Active มีข้อดีและข้อเสียของตัวเอง คุณควรพิจารณาความเหมาะสมของทั้งสองวิธีการลงทุนเท่ากับวัตถุประสงค์และสถานการณ์การเงินของคุณ อาจจะเป็นไปได้ว่าคุณจะเลือกผสานรูปแบบทั้งสองเข้าด้วยกันในการสร้างพอร์ตลงทุนที่ดีขึ้น

บทความล่าสุด

หมวดหมู่

TAG